วัยสูงอายุเป็นวัยแห่งความเคารพนับถือ ลูกหลานยกย่องให้เกียรติ เป็นวัยแห่งความสุขที่จะได้เห็นลูกหลานที่เลี้ยงมาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ภาระรับผิดชอบต่าง ๆ ลดลง มีเวลาว่างที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ตามความชอบหรือความสนใจอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน วัยสูงอายุก็เป็นช่วงเวลาของชีวิตที่จะเปลี่ยนจากวัยกลางคนเข้าสู่วัยชราอย่างเต็มตัว ทำให้ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตในผู้สูงอายุได้

 

ปัญหาสุขภาพจิตที่พบในผู้สูงอายุ

ปัญหาที่รบกวนจิตใจผู้สูงอายุส่วนใหญ่ มักเป็นเรื่องสัมพันธภาพในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นโดยเฉพาะคนในครอบครัวและ สิ่งที่ผู้สูงอายุไวต่อความรู้สึกมากที่สุดคือการเสียหน้า การเสียคุณค่าและการ เสียความเคารพจากผู้อื่น ส่วนปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในผู้สูงอายุคือ เรื่องความเครียดวิตกกังวลเหงา/ว้าเหว่จู้จี้ขี้บ่น กลัวการถูกทอดทิ้งรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า นอนไม่หลับ

1.ความเครียด เป็นสภาวะจิตใจและร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือต่อสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้าต่างๆในสิ่งแวดล้อม ที่บีบคั้น กดดัน คุกคามให้เกิดความทุกข์ความไม่สบายใจ หรือความไม่พอใจ

อาการที่แสดงว่าผู้สูงอายุเกิดความเครียด

                 1.            อารมณ์ตึงเครียด ยิ้มไม่ออก สนุกไม่ออก หัวใจเต้นแรง

                 2.            ผิวหนังเย็นหรือแห้ง บางครั้งชาตามปลายมือปลายเท้า

                 3.            มึนทั้งหัว หรือปวดท้ายทอย

                 4.            หงุดหงิดง่าย ดูไม่มีความสุข หรือเบื่อหน่ายกับชีวิต

                 5.            คิดเรื่องต่างๆไม่ค่อยออก

                 6.            ไม่อยากพูดคุยกับใคร

                 7.            ขาดความกระตือรือร้น ไม่ค่อยมีพลังหรือแรงกระตุ้น

                                 ในการทำ งาน

                 8.            เวลาเหลือจนไม่รู้ว่าจะทำอะไร

                 9.            นอนหลับยากขึ้น หรือไม่หลับเลย10.   มีปัญหาด้านการรับประทานอาหาร อาจทานมากหรือ

                                 น้อยกว่าปกติ

                 11.          ไม่ค่อยอยากออกไปเจอญาติมิตร เพื่อน หรือใครๆ

                 12.          ไม่ค่อยสนใจงานอดิเรก หรือกิจกรรมที่ตนเองเคยสนใจทำ หรือเข้าร่วม

                 13.          รู้สึกหงุดหงิด โกรธ คนหรือสภาวการณ์รอบๆตัว

2.ความวิตกกังวล มีความวิตกกังวลที่ต้องพึ่งพาลูกหลาน มักแสดงออกเด่นชัดเป็น ความกลัวขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เช่น กลัวไม่มีคนเคารพยกย่องนับถือกลัว ว่าตนเองไร้ค่า กลัวถูกทอดทิ้ง กลัวถูกทำ ร้ายกลัวนอนไม่หลับ กลัวตายความวิตกกังวลแสดงออกทางด้านร่างกายเช่น เป็นลม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก อาหารไม่ย่อย ไม่มีแรง อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย

3. รู้สึกว่าลูกหลานไม่เคารพ

4. รู้สึกว่าตนเองถูกลูกหลานทอดทิ้ง

5. จู้จี้ขี้บ่น

6. รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า ในวัยสูงอายุความเชื่อมั่นในตนเองลดลงความภาคภูมิใจในตัวเองลดน้อยถอยลง บางรายต้องพึ่งพิงผู้อื่นเพราะปัญหาความเสื่อมถอยของสมรรถภาพร่างกายและสติปัญญา บางรายรู้สึกน้อยอกน้อยใจหรือซึมเศร้าไม่สามารถสร้างกำลังใจเมื่อเกิดความรู้สึกน้อยอกน้อยใจได้บางรายจู้จี้ขี้บ่นและรู้สึกสูญเสียภาพลักษณ์ต่อตนเอง

การสังเกตปัญหาสุขภาพจิตในผู้สูงอายุ

1. สังเกตอาการง่ายๆ จากการดำ เนินชีวิตประจำ วันได้แก่ การกินผิดปกติอาจจะกินมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งไม่สบายใจก็ยิ่งกินมาก หรือบางคนก็ตรงข้ามคือกินน้อยลง เบื่ออาหาร ซูบผอมลงทั้งๆ ที่ไม่มีปัญหาทางร่างกาย บางคนมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ

2. การนอน อาจจะมีการนอนหลับมากกว่าปกติเช่น มีอาการง่วง เหงาซึม เซื่องอยากนอนตลอดเวลา หรือบางคนก็ตรงข้ามคือ นอนไม่หลับ ตกใจตื่นตอนดึกแล้วไม่สามารถหลับต่อได้อีก บางคนอาจมีอาการฝันร้ายติดต่อกันบ่อยๆ แนวทางการดูแลทางด้านสังคมจิตใจของผู้สูงอายุเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพจิต

3.อารมณ์ผิดปกติหงุดหงิดบ่อยขึ้น เศร้าซึม เคร่งเครียดฉุนเฉียววิตกกังวลมากขึ้นกว่าเดิมจนสังเกตเห็นได้และสร้างความลำ บากใจให้กับคนรอบข้าง

4.พฤติกรรมการแสดงออกที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เคยเป็นคนร่าเริงแจ่มใส ช่างพูด ช่างคุย ก็กลับซึมเศร้า เงียบขรึม ไม่พูดไม่จา บางคนก็หันไปพึ่งยาเสพติด เหล้า บุหรี่ เป็นต้น บางคนอาจเคยพูดน้อยก็กลายเป็นคนพูดมาก

หรือแสดงความสนใจในเรื่องเพศอย่างผิดปกติเป็นต้น

5.มีอาการเจ็บป่วยทางกายซึ่งหาสาเหตุไม่พบ เช่น ปวดเมื่อยตามตัวปวดศรีษะ ปวดกระดูก วิงเวียนศีรษะ ปวดท้อง เป็นต้น

การส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ

  1. ให้ความเคารพ ยกย่อง นับถือ จะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ากับคนในครอบครัว หมั่นทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว กระตุ้นในผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองเป็นที่ปรึกษาของบุคคลในครอบครัวได้
  2. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง คล่องแคล่ว ชะลอความเสื่อมและคงสมรรถภาพทางกายให้นานที่สุด โดยออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การเดิน รำไทเก๊ก ทำให้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 นาทีต่อครั้ง อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์หรือวันเว้นวัน
  3. ผู้สูงอายุสามารถเข้าใจและจัดการอารมณ์เพื่อให้เกิดความสงบทางใจ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ฝึกสติ ฝึกสมาธิ บริหารจิตอย่างสม่ำเสมอ จากการศึกษาพบว่าจะมีผลต่อสุขภาพมาก ทำให้ความดันโลหิตลดลง และนอนหลับได้ดี
  4. การสร้างอารมณ์ขัน การหัวเราะจะช่วยสร้างสุขภาพจิตที่ดี เนื่องจากการหัวเราะช่วยลดความดันโลหิต และระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลลง และช่วยเสริมสร้างระดับของภูมิคุ้มกันร่างกาย ให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
  5. ระมัดระวังการเจ็บป่วยและการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งมักเกิดขึ้นง่ายในผู้สูงอายุ หากผู้สูงอายุมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ต้องใช้เวลาในการดูแลนานกว่าวัยหนุ่มสาว ซึ่งอาจจะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกแย่กับตนเอง เพราะฉะนั้น การออกกำลังกาย ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ในการส่งเสริม สุขภาพจิตของผู้สูงอายุ เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง กล้ามเนื้อ ทำงานดีขึ้น ยังเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ เพิ่มการหลั่งสารแห่งความสุข ทำให้มีความสุขมากขึ้น ลดความเครียด และยังทำให้เซลล์สมองทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ อาหารที่มีประโยชน์ ก็ช่วยให้สุขภาพของผู้สูงอายุแข็งแรงเช่นกัน
  6. ตระหนักและระวังความรู้สึก ระมัดระวังภาวะอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว น้อยใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง เพื่อให้ความสัมพันธ์กับครอบครัว และลูกหลานเป็นไปในทางที่ดี เป็นที่พึ่งทางใจของลูกหลาน
  7. ทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ สนับสนุนผู้สูงอายุให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ เล่นดนตรี เพื่อทำให้ใจเพลิดเพลิน
  8. หาสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน การเลี้ยงสัตว์ หรือการให้เวลากับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด ได้คุยเล่น หยอกล้อกับมันเสียบ้าง จะช่วยให้จิตใจที่ฟุ้งซ่าน สงบลงได้ รู้จักการให้ มองโลกในแง่ดีมากขึ้น
  9. พุดคุยกับผู้สูงอายุบ่อย ๆ ควรสอบถามสาเหตุ ที่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความวิตกกังวล พูดคุย และรับฟัง แลกเปลี่ยนวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกัน ไม่ควรให้ผู้สูงอายุเก็บปัญหา หรือความไม่สบายใจไว้เพียงลำพัง ทำความเข้าใจ ความคิดของผู้สูงอายุ
  10. หลีกเลี่ยงการให้ผู้สูงอายุอยู่คนเดียวเพียงลำพัง สนับสนุนให้ออกไปพบปะผู้คน หาสังคมใหม่ ๆ ทำกิจกรรม หรืองานอดิเรก
  11. จัดสถานที่ให้เอื้ออำนวยกับการดำเนินชีวิต สถานที่และสภาพแวดล้อมสำหรับคนทั่วไป อาจไม่เหมาะกับการใช้งานของผู้สูงอายุ และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ หรือการหกล้มในผู้สูงอายุได้ ดังนั้น จึงควรจัดระเบียบหรือจัดสรรแวดล้อม ให้เอื้ออำนวยต่อผู้สูงอายุ เช่น ห้องน้ำผู้สูงอายุ ห้องนอนผู้สูงอายุ
  12. ให้ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ควรให้ความรู้ ทั้งทางร่างกายของผู้สูงอายุ ความรู้เรื่องอนามัย และความรู้อื่น ๆ ในการดูแลสุขภาพกาย และใจของตนเองแก่ผู้สูงอายุ

ข้อมูลอ้างอิง

https://dmh.go.th/

https://www.vichaiyut.com/

https://allwellhealthcare.com/