วัคซีนโควิด 19 กับผู้สูงอายุ

 

          ปัญหาของผู้สูงอายุ ไม่ไปรับการฉีดวัคซีนโควิด 19 ตามนัด มีจำนวนมากในชุมชน ถึงแม้นว่าเจ้าหน้าที่ จะลงทะเบียนไว้ให้แล้ว เมื่อถึงวันนัดฉีดวัคซีนโควิด 19 กลับไม่ไปรับบริการ ทำให้เสียโอกาสการได้รับวัคซีน ทั้งโควต้าตนเองและผู้อื่นด้วย  จากข้อมูลการรายงานความก้าวหน้าของอนุกรรมการจัดการวัคซีนโควิด 19 วันที่ 25 สิงหาคม 2564 พบว่า ผู้สูงอายุ ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด 19 เข็มที่ 1 จำนวน4,4411,131 คน  และเข็มที่ 2 จำนวน 531,878 คน  ซึ่งยังไม่ครอบคลุมจำนวนผู้สูงอายุไทย
 
           อยากให้ผู้สุงอายุตระหนักว่า  เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายย่อมมีการเสื่อมถอยไปตามธรรมชาติ และถ้าหากมีโรคประจำตัวหรือภาวะผิดปกติในร่างกายยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ และในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVOD-19 ในขณะนี้ที่เราได้เห็นการรณรงค์ให้ไปรับการฉีดวัคซีนป้องกัน COVOD-19 ผู้สูงอายุบางคนยังลังเลและรีรอ อาจจะเนื่องมาจากความกลัว บางคนไม่ได้กลัวเข็ม แต่กลัวการเสียชีวิตจากวัคซีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ ที่มีความกังวลใจ ไม่แน่ใจว่าจะไปรับวัคซีนหรือไม่ ทั้งๆ ที่ในความจริงผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงและเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะเปราะบาง ซึ่งมักเกิดจากการเสื่อมถอยของร่างกายตามอายุและการมีโรคประจำตัวหลายอย่าง โดยพบว่า อาจมีโอกาสการเสียชีวิตได้ถึง 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุกลุ่มนี้ ดังนั้นผู้สูงอายุจึงเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงซึ่งจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน COVOD-19 เป็นอย่างยิ่ง โดยคำแนะนำของสมาคมพฤฒาวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุไทย เดือน พ.ค.64 ได้แบ่งผู้สูงอายุออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
 

     1.ผู้สูงอายุที่มีความเปราะบาง มีโรคประจำตัวเรื้อรังและอาการคงที่   เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต สมองเสื่อม โรคไตเรื้อรัง โรคตับ โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง หากอาการคงที่ ผู้ที่เคยแพ้ยา อาหาร หรือผู้ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด เช่น aspirin, clopidrogrel ยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่ไม่ใช่วาร์ฟาริน หรือหากรับประทานยาวาร์ฟาริน ที่ระดับการแข็งตัวของเลือด (INR) ต่ำกว่า 3 มาตลอด หรือหากเพิ่งตรวจ INR ภายใน 1 สัปดาห์ก่อนฉีดยา ได้ค่าต่ำกว่า 4 สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้

              มีข้อมูลการศึกษาวิจัย พบว่า การฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 สามารถป้องกันการติด COVID-19 และลดความรุนแรงของการเกิดโรคได้มาก อีกทั้งโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงมีน้อยมาก ซึ่งไม่แตกต่างจากกลุ่มประชากรวัยอื่น และไม่ต่างจากธรรมชาติของการเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัวของผู้ป่วยเอง แต่อาจเกิดผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น ปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลี ไข้ต่ำๆ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะหายไปเองภายใน 1-2 วัน และโอกาสเกิดผลข้างเคียงเล็กน้อยเหล่านี้มีโอกาสน้อยกว่าวัยหนุ่มสาว
 
           ภาวะที่เป็นการเจ็บป่วยที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ได้แก่
1. โรคระบบการไหลเวียนเลือด หัวใจและเมแทบอลิก เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ
2. โรคระบบกล้ามเนื้อและข้อต่อ เช่น โรคข้อเสื่อม โรคกระดูกพรุน โรคกระดูกสันหลังเสื่อมทั้งในส่วนคอและบั่นเอว โรคเกาต์ เกาต์เทียม โรครูมาตอยด์ และข้อไหล่ติด
3. โรคระบบประสาท จิตประสาท จิตใจและอารมณ์ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะสมองเสื่อม ภาวะซึมเศร้า เหงา วิตกกังวล เครียดและนอนไม่หลับ
4. โรคของอวัยวะการรับรู้และสุขภาพช่องปาก ได้แก่ โรคตา หู และสุขภาพช่องปาก ซึ่งพบได้บ่อย และมีผลรบกวนคุณภาพชีวิตและการประกอบกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก
5. โรคเฉพาะระบบอวัยวะ เช่น
           5.1โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน กลืนลำบาก แผลในกระเพาะอาหาร นิ่วในถุงน้ำดี เลือดออกในทางเดินอาหาร โรคตับอักเสบ ตับแข็ง และท้องผูก
           5.2 โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคถุงลมโป่งพอง หอบหืด ปอดอักเสบติดเชื้อ
          5.3 โรคไต เช่น ไตวาย
6. โรคมะเร็ง โดยมะเร็งที่พบบ่อยได้แก่ มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งในช่องปาก และมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น
7. โรคที่เกี่ยวกับภาวะโภชนาการ ทั้งด้านภาวะอ้วนลงพุงและทุพโภชนาการ
8. โรคติดเชื้อ ผู้สูงอายุมีภูมิคุ้มกันที่ลดลงทำให้ติดเชื้อได้ง่ายและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อที่รุนแรง โดยโรคติดเชื้อที่สำคัญที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ได้แก่ โรคปอดอักเสบติดเชื้อ ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ วัณโรคปอด งูสวัด และไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น
 
              นอกจากนี้ผู้สูงอายุยังอาจเกิดกลุ่มอาการสูงอายุ (geriatric syndromes) ซึ่งจากสาเหตุที่ไม่จำเพาะเจาะจงกับอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง หรือโรคใดโรคหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น อาการซึม สับสนเฉียบพลัน สมองเสื่อม หกล้ม ทุพโภชนาการ ปัสสาวะราด โดยกลุ่มอาการสูงอายุอาการใดอาการเดียว อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากปัจจัยด้านพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม โรคและการเสื่อมของร่างกายในระบบต่างๆ ที่ค่อยๆ สะสมมา
จะเห็นได้ว่า จากการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ และการเจ็บป่วยต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุเปราะบาง (frailty) และเมื่อเกิดสิ่งกระตุ้น (stressor) จะเกิดกำลังสำรองของร่างกายที่จะตอบสนองให้ไขได้   ก็จะกระตุ้นให้เกิดทุพพลภาพและมีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่าหนุ่มสาว
 
 
      2. ผู้สูงอายุที่เพิ่งมีอาการเจ็บป่วยที่อาการยังควบคุมอาการไม่ได้  มีอาการไม่คงที่ หรือได้ยากดภูมิคุมกันที่อาการของโรคยังไม่สงบ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกับการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19
 
     3. ผู้สูงอายุระยะท้ายของชีวิตที่คาดว่าจะเสียชีวิตภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน การพิจารณาการฉีดวัคซีนจะเป็นรายกรณีไป เนื่องจากวัคซีนต้องฉีด 2 ครั้งในระยะเวลาห่างกัน 10-12 สัปดาห์ (ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์) และยังไม่มีข้อมูลในผู้ป่วยกลุ่มนี้มากนัก
                 สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อของโรคอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ อาจเว้นระยะการฉีดให้ห่างจากวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างน้อย 1 สัปดาห์ แต่หากเป็นวัคซีนที่จำเป็นต้องรีบฉีดตามที่แพทย์แนะนำ เช่น วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนบาดทะยัก ไม่จำเป็นต้องเว้นระยะเวลากับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แต่ให้ฉีดคนละตำแหน่งกัน
 
 
 

ผู้สูงอายุมีอายุมีอายุเท่าไหร่จึงสามารถฉีดซีนโควิดได้  

                หากไม่นับตัวอย่างที่เห็นการฉีดในคนที่อายุเกิน 100 ปี เป็นกรณีๆ ไปแล้ว รายงานการฉีดในผู้สูงอายุในอเมริกา ช่วง 4 เดือน (14 ธ.ค.63-10 เม.ย.64) มีผู้สูงอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป ได้รับการฉีดวัคซีนโควิดอย่างน้อย 1 เข็ม ประมาณ 17.7 ล้านคน และในอังกฤษ มีการศึกษาถึงการใช้วัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 90.ปี (ถึงแม้ร้อยละของผู้สูงอายุที่เกิน 90 ปี ในการวิจัยอาจน้อยกว่ากลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงอายุวัยต้นที่อายุน้อยกว่า 70 ปี)   นอกจากนั้นข้อมูลในประเทศที่มีการรายงานโดยแบ่งกลุ่มผู้ที่มีอายุมากๆ เช่น 80 ปีขึ้นไป มีอยู่ในบางประเทศ ก็พบว่าได้ผล ลดโอกาสการติดโควิด-19 ลดการแพร่เชื้อหากเกิดการติดเชื้อ (ข้อมูลยังมีรายงานเฉพาะในวัคซีนบางชนิด) ส่วนข้อมูลที่มีในทุกชนิดของวัคซีนคือ ลดการมีอาการรุนแรงจากการติดเชื้อ ลดโอกาสการเสียชีวิต
 
 เมื่อผู้สูงอายุได้รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 เข็มแรกแล้ว ควรปฏิบัติตัวอย่างไร
            ถึงแม้การฉีดวัคซีน จะลดโอกาสการติดโควิด-19 และลดอาการที่รุนแรง และการเสียชีวิต แต่ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อนี้ได้ โดยเฉพาะในสัปดาห์แรกๆ ของการฉีดวัคซีนที่ภูมิคุ้มกันยังค่อยๆ เพิ่มขึ้น ผู้ที่ได้รับการฉีกวัคซีน จึงยังควรป้องกันการติดโควิด-19 ด้วยวิธีมาตรฐานอื่นๆ ด้วย คือ การสวมใส่หน้ากากอนามัย การรักษาระยะห่างและการล้างมือบ่อยๆ
 เมื่อได้รับเข็มที่ 2 แล้ว จะสามารถป้องกัน COVID-19 ได้ในระดับไหน อย่างไร
               ผลของวัคซีนในการป้องกันโควิด-19 อาจมีความแตกต่างกันบ้างตามชนิดของวัคซีน แหล่งประชากร ช่วงเวลาที่ศึกษาและการป้องกันการติดเชื้อด้วยวิธีอื่น จึงอาจเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างชนิดของวัคซีนได้ยาก โดยเฉพาะข้อมูลจำเพาะในผู้สูงอายุ โดยปกติหลังฉีดครบ 2 เข็มจะป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 60-90 และป้องกันการเกิดอาการจากการติดเชื้อได้ร้อยละ 65-90 ป้องกันการต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลได้ร้อยละ 83-95 และป้องกันการเสียชีวิตจากการติดเชื้อได้ร้อยละ 83-99
 สิ่งที่ลูกหลานควรดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ 
              ผู้สูงอายุ จำนวนมากที่อาจไม่เข้าใจขั้นตอนในการลงทะเบียนจองการฉีดวัคซีน และอาจไม่ได้ติดตามข่าวสาร กังวลเกี่ยวกับอายุที่มากแล้ว โรคประจำตัวและยาที่รับประทานว่าสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีน ลูกหลานจึงมีส่วนช่วยในการให้ข้อมูลเหล่านี้ได้ ในกรณีที่ผู้สูงอายุ (หรือลูกหลาน) ยังมีความไม่มั่นใจมากนัก อาจปรึกษาแพทย์ได้หรือปรึกษา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ใกล้บ้านได้เลยค่ะ นอกจากนั้นลูกหลานยังสามารถช่วงลงทะเบียนการฉีดและพาผู้สูงอายุไปรับการฉีดวัคซีนตามนัด
 
              
 การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดสำหรับผู้สุงอายุ
1.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และควรดื่มน้ำอย่างน้อย 500 – 1,000 ซีซี
3. ต้องไม่มีไข้ หรืออาการเจ็บป่วย
4. งดออกกำลังกายหนัก 2 วัน ก่อนและหลังการฉีดวัคซีนโควิด
5. แจ้งข้อมูลสำคัญที่แพทย์ควรทราบก่อนฉีดวัคซีนโควิด เช่น โรคประจำตัว, ประวัติการแพ้ยาหรือวัคซีน, การตั้งครรภ์หรือวางแผนการตั้งครรภ์, และข้อมูลอื่นๆ ที่แพทย์ควรทราบ
 
 
หลังฉีดวัคซีนโควิดควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้
1. ควรนั่งรอดูอาการประมาณ 30 นาที เพื่อสังเกตอาการข้างเคียง หรืออาการแพ้วัคซีนโควิด
2.อาจมีอาการหลังฉีดวัคซีนโควิด โดยอาจอ่อนเพลีย มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย และปวด บวม แดง หรือร้อนบริเวณที่ฉีดวัคซีนโควิด
3. หลังฉีดวัคซีนโควิด อาจมีอาการปวดศีรษะหรือกล้ามเนื้อ 1-2 วัน คำแนะนำ (หากมีไข้ ให้รับประทานพาราเซตามอล 500 มก. ครั้งละ 1 เม็ด) หลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ควรสังเกตอาการ 24 ชั่วโมงแรก หลังการฉีด แล้วควรสังเกตอาการหลังจากนั้น 7 วัน และอีกครั้งหลังจากนั้น 30 วัน
 
 
สำคัญมาก เช็คก่อน อาการแบบไหน? คือ อาการแพ้วัคซีนโควิด-19
1. มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง
2. หลอดลมตีบ หายใจลำบาก
3. เจ็บหน้าอก
4.มีจุดเลือดออกจำนวนมาก
5. ผื่นขึ้นทั้งตัว ผื่นลมพิษ
5. อาเจียนมากกว่า 5 ครั้ง
6. ปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง
7.ชัก หมดสติ
8.หน้ามืด เป็นลม
 
         ผู้สูงอายุที่ทราบข้อมูลอย่างนี้แล้วว่าการไปฉีดวัคซีน โควิด 19 มีความปลอดภัย อายุ เท่าไหร่ก็ฉีดได้ คงมีความมั่นใจ ในการไปรับวัคซีนโควิด 19 กันเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ให้กับชุมชนของเราและสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อลูกหลานของเรา ในการต้านโรคโควิด 19 และที่ห่วงใยก็คือ หากผู้สุงอายุป่วยเป็นโรคโควิด เวลาเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล ลูกหลานก็ตามไปดูแลไม่ได้ ถ้าหากเจ็บป่วยถึงขั้นเสียชีวิต ลูกหลานก็ไม่ได้ดูแลแม้นแต่ระยะสุดท้าย คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายต้องจากไปอย่างโดดเดี่ยวเดียวตายค่ะ
 
 
เอกสารอ้างอิง
1.ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข    www.ddc.moph.go.th
2.https//www.sikarin.com/health/ ขั้นตอนการเตรียมพร้อมก่อนและหลังการรับวัคซีน
3. www. department of mental   health /กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารศุข
4.รายงานความก้าวหน้าของอนุกรรมการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 วันที่ 25 สค. 64 กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข  www.ddc.moph.go.th  
5. สมาคมพฤฒาวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุไทย เดือน พ.ค.64  http://www.thaigeron.or.th/
6. นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราช ศิริราชประชาสัมพันธ์ ปีที่ 33 , ฉบับที่ 444, เดือนกรกฎาคม 2564